Soneva Jani
โซเนวา จานิ
Noonu Atoll

Soneva Jani (โซเนวา จานี่)
Soneva Jani น้ำทะเลใสหาดทรายสีขาว ตั้งอยู่บนเกาะ Medhufaru ที่ตั้งอยู่ในมัลดีฟส์ Noonu Atoll หนึ่งในหมู่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในมัลดีฟ เดินทางเพียง 40 นาทีโดยเครื่องบินจากสนามบินนานาชาติมาเลและหนึ่งชั่วโมงโดยเรือเร็วจาก Soneva Fushi ที่สุดของ ในส่วนห้องอาหารและเครื่องดื่มรวมทั้งบาร์หลัก พร้อมนักดนตรีแสดงสด และบาร์น้ำผลไม้ บาร์หลักจะให้บริการที่หลากหลายของกาแฟพรีเมี่ยม, ชาและเครื่องดื่มค็อกเทล, งานฝืมือโดยบาริสต้าประจำถิ่น มีพื้นที่นั่งเล่นที่สะดวกสบายที่จะให้บริการของว่างและอาหารที่เตรียมในห้องครัวแบบเปิดคลับเฮาส์สำหรับประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ดีที่สุดตลอดทั้งวัน Gastrodome จะเป็นบ้านช็อคโกแลตที่ห้องพักที่นำเสนออาร์เรย์ที่โดดเด่นของผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพพรีเมี่ยมและรสชาติจากทั่วโลก และในร้านอาหาร Beach เชฟของที่นี่ทุกคนเตรียมอาหารเพื่อสุขภาพและใช้การปรุงอาหารสดใหม่ทุกวันถือเป็นน่าจดจำและโดดเด่นพร้อมการบริการที่ดีที่สุด ควรค่าแก่การมาพักผ่อน
รีวิวข้อมูลรีสอร์ท Soneva Jani
Highlight Soneva Jani
- การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของรีสอร์ทใน concept eco friendly เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
- มีห้องพักกลางน้ำและห้องอาหารทางเลือกหลากหลายประเภท
- ห้องพักมีขนาดใหญ่ 411 ตร.ม. มีสระว่ายน้ำส่วนตัว และสไลเดอร์
- มี service butler ผู้ช่วยคอยดูแลตลอดช่วงเวลาพักผ่อนที่รีสอร์ท
- หลังคาเปิดดูดาว (Retractable Roof): ห้องนอนหลักถูกออกแบบมาให้หลังคาสามารถกดปุ่มเลื่อนเปิด-ปิดได้ เพื่อให้นอนดูดาวได้จากบนเตียงนอนตอนกลางคืน และระบบจะมีเซนเซอร์ปิดให้อัตโนมัติหากมีฝนตก
- ห้องช็อกโกแลต ไอศกรีม และชีส (The Rooms of Temptation): เป็นสวรรค์ของสายกิน เพราะเขามีห้องเฉพาะสำหรับช็อกโกแลตทำมือ ไอศกรีมโฮมเมด และชีสนำเข้าเกรดพรีเมียมที่แขกสามารถเข้าไปทานได้ฟรีตลอดทั้งวันแบบไม่อั้น
- Cinema Paradiso กลางมหาสมุทร: โรงภาพยนตร์กลางแจ้งที่มีจอขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางน้ำ แขกจะใส่หูฟัง Bluetooth เพื่อรับฟังเสียงภาพยนตร์คุณภาพสูงโดยไม่รบกวนธรรมชาติและสัตว์น้ำรอบๆ
- The Gathering: อาคารหลักเหนือน้ำขนาดใหญ่ 3 ชั้นที่เป็นศูนย์รวมของทุกอย่าง ทั้งห้องอาหาร สปา ฟิตเนส และหอชมนั่งดูดาว (Observatory) ที่มีกล้องโทรทรรศน์คุณภาพสูงพร้อมนักดาราศาสตร์คอยให้ความรู้
- คอนเซปต์ No News, No Shoes: เมื่อก้าวเท้าลงรีสอร์ท พนักงานจะเก็บรองเท้าของเราไว้ในถุงผ้า เพื่อให้เราได้สัมผัสกับพื้นไม้และหาดทรายอย่างเต็มที่ ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและตัดขาดจากโลกวุ่นวายได้อย่างแท้จริง
- Soneva Soul: บริเวณโซนสปาและดูแลสุขภาพที่อลังการมาก มีทั้งการบำบัดด้วยศาสตร์ดั้งเดิมไปจนถึงเทคโนโลยีทันสมัย (Medical Wellness) ท่ามกลางบรรยากาศป่าชายเลนและวิวทะเล




Resort Map

แพคเกจมัลดีฟส์ Soeva Jani โปรโมชั่นราคาพิเศษ 2567/2024 กรุณาติดต่อเจ้าหน้าที่
รายละเอียดแพคเกจ กรุณาติดต่อเจ้าหน้าที่
Overview Resort Soneva Jani




Accomodation
1 Bedroom Water Retreat with Slide
สำหรับห้อง 1 Bedroom Water Retreat with Slide ถือเป็นห้องพักประเภท "เริ่มต้น" ที่ฮอตที่สุดของ Soneva Jani เลยครับ เพราะเป็นห้องที่รวบรวมทุก DNA ของรีสอร์ทไว้ในที่เดียว ทั้งความกว้างขวาง สไลเดอร์ และดีไซน์ที่ดูอบอุ่นสบายตา เหมาะมากสำหรับคู่รัก หรือครอบครัวเล็กๆ ที่มีลูก 1-2 คนครับ
ขนาดพื้นที่: ห้องนี้มีขนาดกว้างถึง 411 ตารางเมตร ซึ่งใหญ่กว่าบ้านเดี่ยวทั่วไปหลายเท่าตัวครับ แบ่งเป็น 2 ชั้น โดยเน้นโครงสร้างไม้สีอ่อน ผสมผสานกับเฟอร์นิเจอร์โทนสีขาวและสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ ให้ความรู้สึกมินิมอลแต่หรูหราแบบเป็นกันเอง
โซนห้องนั่งเล่น: เปิดประตูเข้ามาจะเจอกับห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ที่มองเห็นวิวทะเลแบบพาโนรามา พื้นบางจุดเป็นกระจกใสให้เรามองเห็นปลานกแก้วหรือน้องกระเบนว่ายผ่านไปมาใต้เท้าได้เลยครับ
Retractable Roof: ไฮไลต์เด็ดคือหลังคาห้องนอนหลักที่ควบคุมด้วยไฟฟ้า เพียงแค่กดปุ่มข้างเตียง หลังคาจะค่อยๆ เลื่อนเปิดออกให้คุณนอนมองท้องฟ้าสดใสตอนกลางวัน หรือนอนนับดาวตอนกลางคืนได้แบบฟินๆ
ความใส่ใจ: หากคุณเผลอหลับไปในขณะที่เปิดหลังคา แล้วเกิดฝนตกขึ้นมา ไม่ต้องกังวลครับ เพราะเขามีเซนเซอร์ตรวจจับน้ำฝนที่จะสั่งให้หลังคาปิดลงเองโดยอัตโนมัติ
The Slide: จากพื้นที่พักผ่อนบนชั้น 2 จะมี สไลเดอร์สีขาว ทรงโค้งที่พุ่งตรงลงสู่ลากูนน้ำใสเบื้องล่าง เป็นมุมถ่ายรูปที่ปังที่สุดและเล่นสนุกได้ตลอดทั้งวัน
สระว่ายน้ำส่วนตัว: มีสระว่ายน้ำระบบเกลือขนาดใหญ่ที่ทอดยาวขนานไปกับตัวห้อง พร้อมพื้นที่นอนอาบแดด และตาข่ายนั่งเล่นเหนือน้ำ (Overwater Net) ที่เหมาะกับการมานั่งจิบม็อกเทลช่วงพระอาทิตย์ตกดิน
Open-air Concept: ห้องน้ำถูกออกแบบมาให้อยู่กลางแจ้งแต่ยังคงความเป็นส่วนตัว มีอ่างอาบน้ำตั้งตระหง่านอยู่กลางน้ำ ให้คุณแช่ตัวไปพร้อมกับฟังเสียงคลื่น
Walk-in Dressing Room: มีห้องแต่งตัวแยกเป็นสัดส่วน พร้อมตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่และกระจกบานยาวครับ
Children’s Sleeping Area: ด้านหลังห้องนอนหลักจะมีห้องนอนขนาดเล็กที่มีเตียงนอนเล่นสำหรับเด็กๆ ซ่อนอยู่ ทำให้ห้องนี้รองรับผู้ใหญ่ 2 คน และเด็ก 2 คนได้สบายๆ
Upper Deck: ชั้นบนนอกจากจะเป็นจุดปล่อยตัวสไลเดอร์แล้ว ยังมีศาลาพักผ่อน (Dining Sala) สำหรับนั่งทานอาหารเช้าหรือดินเนอร์แบบส่วนตัว พร้อมวิวมุมสูงที่สวยที่สุดของวิลล่า
Mini-bar & Pantry: มีตู้แช่ไวน์ เครื่องชงกาแฟพรีเมียม และขนมขบเคี้ยวที่คัดสรรมาอย่างดี
Bicycles: วิลล่าแต่ละหลังจะมีจักรยานส่วนตัวให้ (มีทั้งไซส์ผู้ใหญ่และเด็ก) เพื่อใช้ปั่นไปตามสะพานไม้เชื่อมต่อเกาะครับ




1 Bedroom Water Reserve with Slide
หากคุณกำลังสับสนระหว่าง Water Retreat กับ Water Reserve ขอบอกสั้นๆ ก่อนเลยว่า "Water Reserve" คือเวอร์ชันอัปเกรดที่หรูหราและใหม่กว่า ครับ ห้องประเภทนี้จะตั้งอยู่ในโซน Chapter Two ซึ่งเปิดตัวทีหลัง และมาพร้อมกับสิทธิประโยชน์ที่จัดเต็มกว่าเดิมมาก
ขนาดพื้นที่: ห้องนี้กว้างถึง 585 ตารางเมตร (ใหญ่กว่าแบบ Retreat เกือบ 170 ตารางเมตร!) พื้นที่ใช้สอยถูกขยายให้กว้างขวางขึ้นมาก ให้ความรู้สึกเหมือนบ้านพักตากอากาศส่วนตัวมากกว่าแค่ห้องพักโรงแรม
ดีไซน์และการตกแต่ง: ยังคงคอนเซปต์งานไม้ที่ดูหรูหราแต่เรียบง่าย (Rustic Chic) แต่จะดูโมเดิร์นขึ้น มีการจัดวางผังห้องที่โปร่งและกว้างขวางกว่าเดิม เดินไปมุมไหนก็ไม่รู้สึกอึดอัด
The Iconic Slide: มีสไลเดอร์ส่วนตัวจากชั้น 2 พุ่งลงน้ำเหมือนกัน แต่ระยะทางและการออกแบบจะดูสวยงามและเล่นสนุกขึ้น
สระว่ายน้ำที่กว้างขึ้น: สระว่ายน้ำส่วนตัวของแบบ Reserve จะมีความยาวและพื้นที่รอบสระที่กว้างกว่า ทำให้คุณสามารถว่ายน้ำออกกำลังกายเบาๆ พร้อมชมวิวทะเลไปได้ในตัว
Retractable Roof: ยังคงเป็นจุดขายหลัก คือการกดปุ่มเปิดหลังคาเพื่อให้นอนดูดาวได้จากเตียงนอน และมีเซนเซอร์ตรวจจับฝนเหมือนเดิม
ห้องนอนเด็ก (Sleeping Area for Children): มีห้องนอนเล็กแยกออกมาสำหรับเด็กๆ อยู่ติดกับห้องนอนหลัก ทำให้เหมาะมากสำหรับคู่รักที่พาลูกมาด้วย หรือจะใช้เป็นห้องแต่งตัว/ห้องเก็บของเพิ่มก็ได้
Outdoor Bathroom: ห้องน้ำของแบบ Reserve จะมีความเป็นกึ่งเอ้าท์ดอร์ที่กว้างมาก มีอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนพื้นกระจก หรือบางจุดเปิดโล่งให้สัมผัสลมทะเลโดยตรง พร้อมทางเดินที่เชื่อมต่อลงสู่ทะเลได้เลย
Upper Deck: ชั้นบนจะมีพื้นที่กว้างกว่า มีโซฟาพักผ่อนขนาดใหญ่ และมี Dining Sala (ศาลาทานอาหาร) ที่เป็นสัดส่วนมากกว่าเดิม เหมาะมากสำหรับการสั่ง In-villa Dining มาทานในบรรยากาศส่วนตัวที่สุด




Restaurant
So Wild By Diana Von Cranach
Open for dinner
ที่นี่คือห้องอาหารคอนเซปต์ Plant-based (เน้นพืชเป็นหลัก) ที่ยกระดับวัตถุดิบจากธรรมชาติให้กลายเป็นเมนูระดับ Fine Dining โดยเชฟ Diana ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสุขภาพระดับโลกครับ
1.คอนเซปต์ "Raw Food" ที่ไม่ธรรมดา
เชฟ Diana เน้นการปรุงอาหารแบบ Raw หรือกึ่ง Raw โดยใช้ความร้อนต่ำ เพื่อรักษาเอนไซม์และสารอาหารในพืชผักไว้ให้ครบถ้วนที่สุด รสชาติที่ได้จึงมีความสด (Fresh) และดึงรสสัมผัสที่แท้จริงของวัตถุดิบออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ครับ
2.วัตถุดิบจากสวนหลังบ้าน (Organic Garden)
ความว้าวคือร้านนี้ตั้งอยู่ท่ามกลาง สวนผักออร์แกนิกกลางเกาะ ของรีสอร์ทเลยครับ วัตถุดิบส่วนใหญ่ 90% คือเด็ดสดๆ จากต้นแล้วนำเข้าครัวทันที ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรพื้นเมือง ผักใบเขียว หรือผลไม้เขตร้อน ทำให้เมนูของที่นี่เปลี่ยนไปตามฤดูกาลและสิ่งที่สวนมอบให้ในวันนั้นๆ
3.รสชาติสไตล์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แม้จะเป็นอาหารสุขภาพ แต่รสชาติกลับจัดจ้านและมีมิติมาก เพราะเชฟ Diana มีความหลงใหลในเครื่องเทศของฝั่งเอเชีย (โดยเฉพาะอินโดนีเซียและไทย) เมนูส่วนใหญ่จึงมีการผสมผสานสมุนไพรสด เครื่องเทศ และซอสที่ทำเอง ทำให้ได้รสชาติที่ครบรส ทั้งเปรี้ยว หวาน เผ็ด และนัวแบบธรรมชาติ
4.บรรยากาศและการตกแต่ง
ตัวร้านเป็นแบบ Open-air ตั้งอยู่ท่ามกลางความเขียวขจีของสวนผัก ให้ความรู้สึกร่มรื่นและสงบ ต่างจากร้านอาหารเหนือน้ำจุดอื่นๆ ของรีสอร์ท การได้นั่งทานอาหารดีๆ ท่ามกลางกลิ่นอายของใบไม้และดิน ทำให้เรารู้สึกเชื่อมต่อกับธรรมชาติ (Back to Nature) ได้อย่างแท้จริงครับ
5.ดีต่อกายและดีต่อใจ
การมาทานที่ So Wild ไม่ใช่แค่การอิ่มท้อง แต่เหมือนการทำ Detox ให้ร่างกายไปในตัว เหมาะมากสำหรับวัยทำงานที่อยากฟื้นฟูร่างกายจากความเหนื่อยล้า หรือวัยรุ่นสายชิคที่อยากลองประสบการณ์อาหารแนวใหม่ที่ถ่ายรูปสวยและดีต่อสุขภาพด้วย


The Crab Shack
Open on Lunch and Diner
ถ้าพูดถึงร้านอาหารที่เป็นขวัญใจสายคอนเทนต์และสายกินที่ Soneva Jani มากที่สุด ต้องยกให้ The Crab Shack เลยครับ ร้านนี้ไม่ได้มีดีแค่รสชาติอาหาร แต่บรรยากาศคือที่สุดของความชิลล์จนได้รับการโหวตให้เป็นหนึ่งในร้านอาหารที่โรแมนติกที่สุดในโลกจากหลายสำนักด้วยครับ
1.บรรยากาศและการดีไซน์ (The Vibe)
Location: ร้านตั้งอยู่บนหาดทรายขาวบริสุทธิ์ฝั่งตะวันตกของเกาะ (ฝั่ง Sunset) ตัวร้านเป็นแบบ Open-air สองชั้น โครงสร้างทำจากไม้รีไซเคิลและของตกแต่งที่ดูดิบๆ เท่ๆ ให้ฟีลเหมือนเราติดเกาะแบบหรูหรา (Castaway Chic)
Barefoot Luxury: คอนเซปต์ของที่นี่คือ "No Shoes" คุณสามารถเดินย่ำทรายนุ่มๆ เข้ามาในร้านได้เลย พื้นชั้นล่างเป็นทรายขาวละเอียด ส่วนชั้นบนเป็นระเบียงไม้ที่มองเห็นวิวทะเลลากูนสีฟ้าสดใสแบบสุดลูกหูลูลตา
2.ไฮไลต์เรื่องอาหาร (The Seafood Feast)
เมนูเด็ด (Signature): ตามชื่อร้านเลยครับ ที่นี่เน้น "ปู" เป็นหลัก โดยเฉพาะ Sri Lankan Mud Crab (ปูทะเลศรีลังกา) ตัวยักษ์ที่เนื้อแน่นและหวานมาก คุณสามารถเลือกซอสได้หลากหลาย เช่น ซอสพริกไทยดำ หรือแกงกะหรี่รสจัดจ้าน
ความสดใหม่: นอกจากปูแล้ว ยังมีกุ้งมังกร (Maldivian Lobster), หอยแมลงภู่, และปลาทะเลสดๆ ที่จับมาแบบวันต่อวัน นำมาปรุงในสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนที่เน้นรสชาติธรรมชาติของวัตถุดิบ
3.บาร์ชั้นบนและการชมพระอาทิตย์ตก (Sunset Bar)
The Upper Deck: ชั้นสองของ The Crab Shack คือจุดยุทธศาสตร์ที่สวยที่สุดในการชมพระอาทิตย์ตกดินของรีสอร์ท มีค็อกเทลบาร์ที่เสิร์ฟเครื่องดื่มเก๋ๆ พร้อม Rose Wine ลิสต์ยาวเหยียดที่คัดมาแล้วว่าเข้ากับอาหารทะเล
Social Hour: ช่วงเย็นก่อนมื้อค่ำ บรรยากาศจะดีมาก แสงสีส้มของพระอาทิตย์ที่ค่อยๆ ลับขอบฟ้าสะท้อนน้ำทะเลสีฟ้า คือมุมถ่ายรูปที่ใครมาก็ต้องได้รูปกลับไปครับ
4.ประสบการณ์ที่แตกต่าง (What makes it special?)
Rosé All Day: ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องการจับคู่ซีฟู้ดกับไวน์โรเซ่ (Rosé) ซึ่งเข้ากันได้อย่างเหลือเชื่อ ให้ความรู้สึกสดชื่นและดูแพงไปพร้อมๆ กัน
ความผ่อนคลายระดับสูงสุด: การนั่งทานอาหารทะเลสดๆ พร้อมจิบไวน์ ฟังเสียงคลื่นเบาๆ และลมทะเลพัดผ่านหน้า โดยที่เท้ายังจมอยู่ในทราย เป็นประสบการณ์ที่หาจากที่อื่นได้ยากจริงๆ ครับ


Overseas
Open on Diner
Overseas by Mathias Dahlgren ที่ Soneva Jani ขอบอกเลยว่านี่ไม่ใช่แค่ร้านอาหารธรรมดาครับ แต่มันคือ "สวรรค์ของสายเฮลตี้ที่รสชาติจัดจ้าน" โดยเชฟมิชลินสตาร์ชาวสวีเดนชื่อดังอย่าง Mathias Dahlgren ที่ตั้งใจปั้นร้านนี้ให้เป็นแลนด์มาร์คสำหรับคนที่รักอาหารสไตล์ Pescatarian (เน้นผักและอาหารทะเล) ครับ
1.คอนเซปต์และบรรยากาศ (The Vibe)
ทำเลที่ตั้ง: ร้านนี้ตั้งอยู่เหนือลากูนน้ำใสแจ๋วในโซน The Gathering (อาคารหลัก) บรรยากาศจะมีความโปร่งโล่ง รับลมทะเลแบบเต็มๆ ตกแต่งด้วยไม้โทนสีธรรมชาติ ดูชิลล์ๆ แต่ยังมีความหรูหรา
แนวคิดอาหาร: เชฟ Mathias เน้นการดึงรสชาติที่แท้จริงของวัตถุดิบออกมา โดยใช้หลักการ "Organic, Fresh, and Wild" คือการใช้ผักสดจากสวนออร์แกนิกของรีสอร์ทเอง และปลาที่จับได้สดๆ จากท้องทะเลมัลดีฟส์ในวันนั้นเลย
2.อาหารที่เสิร์ฟ (The Menu)
สไตล์อาหาร: จะเน้นเป็นอาหารจานเล็กๆ (Small Plates) ที่แชร์กันทานได้ ทำให้เราได้ลองชิมหลายๆ อย่าง รสชาติจะเป็นฟิวชั่นที่ผสมผสานความเป็นตะวันตกและกลิ่นอายเอเชียเข้าด้วยกัน
วัตถุดิบหลัก: ไม่มีเนื้อแดง (เนื้อวัว/เนื้อหมู) เลยครับ
3.จุดเด่นที่ทำให้แตกต่าง (Why it's Special)
ความสดระดับ 10/10: ผักหลายชนิดในจานอาจจะเพิ่งถูกเก็บมาจากสวนบนเกาะเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนจะมาเสิร์ฟบนโต๊ะคุณครับ
ดีต่อสุขภาพแต่ไม่จืดชืด: อาหารของที่นี่ผ่านกระบวนการปรุงน้อยที่สุด (Minimal Processing) เพื่อคงคุณค่าทางสารอาหาร แต่ใช้เครื่องเทศและเทคนิคเฉพาะตัวทำให้รสชาติมีความซับซ้อนและอร่อยมาก
วิวพระอาทิตย์ตก: หากคุณจองโต๊ะช่วงมื้อค่ำ (Dinner) คุณจะได้นั่งทานอาหารพร้อมดูท้องฟ้าเปลี่ยนสีเหนือมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเป็นมุมที่ถ่ายรูปสวยมากครับ


So Primitive
Open on Dinner
So Primitive คือห้องอาหารที่คุณต้องไปเช็คอินให้ได้ครับ เพราะที่นี่ไม่ใช่ร้านอาหารในตึกหรือห้องแอร์ธรรมดาๆ แต่เป็นร้านอาหาร สไตล์ปิ้งย่างบนกองไฟ (Open-fire Dining) ที่ตั้งอยู่บนพื้นทรายริมชายหาด ให้ความรู้สึกเหมือนเราได้ย้อนกลับไปสู่ยุคเริ่มต้นตามชื่อ "Primitive" เลยครับ
1.คอนเซปต์และบรรยากาศ (The Vibe)
Back to Basics: หัวใจหลักของ So Primitive คือการทำอาหารด้วย "ไฟ" เป็นหลักครับ ไม่ว่าจะเป็นการย่าง การเผา หรือการอบในเตาถ่านแบบดั้งเดิม โดยเชฟจะปรุงอาหารให้เราเห็นกันสดๆ กลางแจ้ง
Beachfront Dining: ตัวร้านตั้งอยู่บนหาดทรายขาวละเอียดของเกาะ Medhufaru ล้อมรอบด้วยต้นไม้และกองไฟที่ลุกโชนในช่วงค่ำ ให้ความรู้สึกอบอุ่น โรแมนติก และเป็นกันเองแบบสุดๆ คุณสามารถนั่งทานอาหารได้โดยไม่ต้องสวมรองเท้า (No Shoes) ตามคอนเซปต์ของรีสอร์ทเลยครับ
2.สไตล์อาหารและการปรุง (The Cuisine)
Fire-Cooked Specialties: เมนูที่นี่จะเน้นวัตถุดิบที่สดใหม่มากๆ ทั้งอาหารทะเลจากท้องถิ่นและเนื้อสัตว์นำเข้าเกรดพรีเมียม โดยเน้นการดึงรสชาติธรรมชาติของวัตถุดิบออกมาผ่านเปลวไฟและกลิ่นหอมของฟืนไม้
เมนูแนะนำ:
Seafood Grills: กุ้งมังกร (Lobster) สดๆ หรือปลากะพงที่ย่างจนหนังกรอบแต่เนื้อด้านในยังฉ่ำ
Premium Meats: เนื้อวากิวหรือซี่โครงแกะที่อบด้วยสมุนไพรในเตาฟืน
Plant-based Options: สำหรับสายเฮลตี้ ที่นี่มีผักออร์แกนิกจากสวนของ Soneva เอง นำมาย่างจนหวานหอม ทานคู่กับซอสสูตรพิเศษ
3.ประสบการณ์การทานอาหาร (The Experience)
Interactive Kitchen: คุณจะได้เห็นเชฟทำงานรอบกองไฟขนาดใหญ่ เป็นเหมือนการโชว์ทำอาหารที่ดูเพลินมากครับ กลิ่นหอมของอาหารที่ย่างบนไฟจะอบอวลไปทั่วบริเวณ
Central Fire Pit: จุดเด่นคือหลุมไฟขนาดใหญ่ตรงกลางที่เป็นหัวใจของร้านอาหาร ซึ่งนอกจากจะใช้ปรุงอาหารแล้ว ยังช่วยสร้างแสงสว่างและบรรยากาศสุดพิเศษในช่วงค่ำคืน
4.ช่วงเวลาที่ควรไป (Timing)
Dinner Under the Stars: ร้านนี้เปิดให้บริการเฉพาะมื้อค่ำครับ (ควรเช็คตารางกับทางรีสอร์ทอีกครั้ง เพราะบางวันอาจมีปิดตามสภาพอากาศหรืออีเวนต์พิเศษ) การได้นั่งทานอาหารรสเลิศใต้แสงดาว พร้อมฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่ง เป็นอะไรที่ฟินที่สุดสำหรับทั้งกลุ่มเพื่อนและคู่รักครับ


Down to Earth
Open on Lunch - Dinner
สำหรับห้องอาหาร Down to Earth ที่ Soneva Jani ไม่ใช่แค่ที่สำหรับฝากท้องครับ แต่มันคือศูนย์กลางความอร่อยที่รวมเอาบรรยากาศความชิลล์ ความหรู และรสชาติระดับพรีเมียมไว้ในที่เดียว
1.คอนเซปต์และบรรยากาศ (Concept & Vibe)
นิยามของชื่อ: คำว่า "Down to Earth" สื่อถึงความเรียบง่าย เป็นธรรมชาติ และจริงใจครับ บรรยากาศจะเน้นความโปร่งโล่ง รับลมทะเลเย็นๆ แบบ 360 องศา โต๊ะอาหารตั้งอยู่เหนือน้ำใสสีฟ้าเทอร์ควอยซ์
การออกแบบ: เน้นงานไม้สีอ่อนตามสไตล์ Soneva ผสมผสานกับวิวทะเลสุดลูกหูลูกตา พื้นที่เปิดกว้างทำให้คุณสามารถนั่งทานข้าวไปพร้อมกับมองเห็นฝูงปลาว่ายวนอยู่ด้านล่างได้เลยครับ
2.อาหารเช้าที่อลังการที่สุด (The Ultimate Breakfast)
Buffet & À La Carte: มีทั้งไลน์บุฟเฟต์ที่เลือกหยิบได้เอง และเมนูที่สั่งให้เชฟทำสดๆ (Cooked-to-order)
Healthy & Fresh: เน้นผักสดๆ จากสวนออร์แกนิกของรีสอร์ท (Organic Garden) ผลไม้เมืองร้อนรสหวานฉ่ำ น้ำผลไม้สกัดเย็นที่ทำขวดต่อขวด และโยเกิร์ตโฮมเมด
Cold Room: ที่นี่มีห้องแช่เย็นเฉพาะสำหรับเก็บชีสนานาชนิด แฮมพรีเมียม และแซลมอนรมควัน เพื่อคงความสดใหม่อยู่ตลอดเวลา
3.จุดเด่นที่ต้องแวะ (The Nearby Perks)
So Cool: ห้องไอศกรีมและช็อกโกแลตที่อยู่ติดกัน สามารถเดินไปหยิบมาทานตบท้ายมื้ออาหารได้ฟรี
So Guilty: สำหรับคนรักขนมหวานโดยเฉพาะ


The Gathering Bar
Open on Breakfast , Lunch, Dinner
The Gathering Bar ก็คือ "หัวใจ" ของการแฮงเอาต์ที่ Soneva Jani เลยครับ ที่นี่ไม่ใช่แค่บาร์เครื่องดื่มธรรมดา แต่เป็นจุดรวมพลที่ชิลล์ที่สุด ตั้งอยู่ภายในโครงสร้างไม้ขนาดยักษ์ 3 ชั้นที่ทอดตัวอยู่กลางน้ำ (The Gathering) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรีสอร์ท
1.บรรยากาศและการออกแบบ (The Vibe)
ดีไซน์เปิดโล่ง (Open-air): ตัวบาร์ถูกออกแบบมาให้ไม่มีผนัง เพื่อรับลมทะเลแบบ 360 องศา โครงสร้างทำจากไม้ที่ดูออร์แกนิกและหรูหราในเวลาเดียวกัน
ที่นั่งเหนือน้ำ (Overwater Seating): ไฮไลต์คือโซฟาขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนตาข่ายเหนือน้ำ (Catamaran Nets) ให้คุณได้นั่งเอนหลังจิบเครื่องดื่มโดยมีน้ำทะเลสีครามอยู่ใต้ตัวจริงๆ
พื้นกระจก: ในบางจุดของบาร์จะเจาะพื้นเป็นกระจกใส ทำให้มองเห็นฝูงปลาที่ว่ายวนอยู่ใต้บาร์ได้ตลอดเวลา
2.ช่วงเวลาสุดพิเศษ (The Golden Hour)
จุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุด: ที่นี่คือจุดยุทธศาสตร์สำหรับการดูพระอาทิตย์ตกดิน (Sunset) ที่ดีที่สุดในรีสอร์ท ท้องฟ้าจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม ชมพู ม่วง
ดนตรีและบรรยากาศ: ช่วงเย็นจะมีดนตรีเบาๆ เคล้าเสียงคลื่น ช่วยสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เหมาะทั้งกับการมาเดทแบบโรแมนติก หรือมานั่งจิบม็อกเทลคุยกับกลุ่มเพื่อน
3.กิจกรรมที่บาร์ (Experiences)
Observatory Access: บาร์นี้อยู่ติดกับหอดูดาว (Observatory) แขกมักจะมานั่งดื่มรอเวลาที่ท้องฟ้ามืดสนิท ก่อนจะเดินเชื่อมต่อไปส่องกล้องโทรทรรศน์ดูดาวพฤหัสบดีหรือวงแหวนดาวเสาร์กับนักดาราศาสตร์
Sustainability Talk: บาร์เทนเดอร์และพนักงานที่นี่มีความรู้เรื่องการรักษ์โลกมาก หากคุณชวนคุย คุณจะได้รู้เรื่องราวการทำเหล้าจินเอง หรือการลดขยะในบาร์ที่น่าทึ่ง


Activity
Dolphin cruise
สำหรับกิจกรรม Dolphin Cruise หรือการล่องเรือชมโลมาที่ Soneva Jani ไม่ใช่แค่การนั่งเรือออกไปดูสัตว์ทั่วไปครับ แต่มันคือประสบการณ์การพักผ่อนระดับพรีเมียมที่ทางรีสอร์ทจัดเตรียมไว้อย่างละเมียดละไม เพื่อให้คุณได้สัมผัสกับธรรมชาติของมัลดีฟส์อย่างใกล้ชิดที่สุด
1.บรรยากาศและการเดินทาง (The Vibes)
ช่วงเวลาทอง: ส่วนใหญ่ทริปนี้จะจัดในช่วง Sunset (ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน) ประมาณ 16:30 - 18:30 น. ซึ่งเป็นช่วงที่ท้องฟ้าจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม ชมพู และม่วง สวยงามมากครับ
เรือ Dhoni สุดหรู: คุณจะได้ล่องไปกับเรือ Dhoni (โดนี) ซึ่งเป็นเรือไม้ทรงท้องถิ่นของมัลดีฟส์ที่ตกแต่งอย่างหรูหรา ภายในเรือมีเบาะนุ่มๆ ตาข่ายให้นั่งเล่นที่หัวเรือ และดาดฟ้าสำหรับชมวิวแบบ 360 องศา
2.การพบปะเจ้าโลมา (The Encounter)
สายพันธุ์ที่พบบ่อย: โลมาที่นี่ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ Spinner Dolphins ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความขี้เล่น ชอบกระโดดหมุนตัวขึ้นมาเหนือน้ำ และมักจะว่ายมาเล่นกับคลื่นหัวเรือ (Bow Riding) ให้เราได้เห็นกันในระยะประชิดเลยครับ
ความยั่งยืนและความเคารพ: Soneva ให้ความสำคัญกับจริยธรรมมาก เรือจะรักษาระยะห่างที่เหมาะสม ไม่ขับไล่ล่าหรือรบกวนวิถีชีวิตของพวกมัน ทำให้โลมาที่นี่ดูผ่อนคลายและกล้าเข้ามาทักทายแขกครับ
3.บริการสุด Exclusive บนเรือ (Food & Drinks)
Canapés & Drinks: ระหว่างล่องเรือ พนักงานจะคอยเสิร์ฟของว่างแบบพอดีคำ (Canapés) ที่ปรุงอย่างพิถีพิถัน พร้อมเครื่องดื่มเย็นฉ่ำ ไม่ว่าจะเป็นแชมเปญชั้นเลิศ น้ำผลไม้สด หรือค็อกเทลตามสั่ง
การบริการ: จะมีพนักงาน และผู้เชี่ยวชาญด้านทะเลคอยดูแล ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสายพันธุ์โลมาและระบบนิเวศรอบๆ อะทอลล์ (Atoll) ตลอดทริปครับ

Spa
สปาของ Soneva Jani ไม่ใช่แค่ห้องนวดทั่วไป แต่เขาเพิ่งยกระดับใหม่ภายใต้ชื่อ "Soneva Soul" ซึ่งเป็นอาณาจักรแห่งการดูแลสุขภาพที่อลังการมากครับ ตั้งอยู่บนเกาะหลักท่ามกลางป่าชายเลนที่เงียบสงบ เชื่อมต่อด้วยสะพานไม้คดเคี้ยว ให้ความรู้สึกเหมือนเราได้เดินเข้าสู่โอเอซิสแห่งการพักผ่อนจริงๆ
1.ดีไซน์และการออกแบบ (The Setting)
Soneva Soul ถูกสร้างขึ้นเหนือพื้นที่ป่าชายเลนและน้ำนิ่ง ทำให้บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดและร่มรื่นกว่าจุดอื่นๆ ของรีสอร์ท ตัวอาคารเน้นความโปร่งโล่ง ใช้แสงธรรมชาติ และเสียงนกร้องประกอบการทำทรีทเมนต์ ห้องนวดแต่ละห้องจะแยกเป็นหลังๆ (Treatment Pods) เพื่อความเป็นส่วนตัวสูงสุด โดยมีทั้งห้องที่มองเห็นวิวทะเลป่าชายเลน และห้องที่โอบล้อมด้วยแมกไม้สีเขียวครับ
2.การผสมผสานระหว่าง "ศาสตร์เก่า" และ "เทคโนโลยีใหม่"
จุดที่ทำให้ที่นี่เหนือกว่าสปาที่อื่น คือการรวมเอา 3 ศาสตร์มาไว้ด้วยกัน:
ศาสตร์ดั้งเดิม (Traditional): มีทั้งการนวดไทย, อายุรเวท (แบบอินเดีย), และการแพทย์แผนจีน (ฝังเข็ม) โดยใช้สมุนไพรสดและน้ำมันสกัดออร์แกนิก
ศาสตร์การฟื้นฟูสมัยใหม่ (Integrative Medicine): มีคุณหมอและผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา มีบริการอย่างการฉีดวิตามิน (IV Vitamin Therapy), การบำบัดด้วยความเย็น (Cryotherapy) เพื่อลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ และการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูง (Hyperbaric Oxygen Therapy)
การดูแลจากภายใน (Emotional Wellness): มีคลาสทำสมาธิ (Meditation), การบำบัดด้วยเสียง (Sound Healing) และโยคะแขนงต่างๆ บนศาลากลางน้ำ


เงื่อนไขการจอง
- หนังสือเดินทาง ผู้เดินทางเข้ามัลดีฟส์ต้องมีอายุเหลือมากกว่า 6 เดือนในช่วงระหว่างการเดินทาง
- เบอร์โทรติดต่อ
- อีเมล์
สนใจปรึกษาข้อมูลเกี่ยวกับรีสอร์ทในมัลดีฟส์
Line ID : @likemaldives
หรือคลิ้ก => http://goo.gl/4rVY8a
โทรติดต่อฝ่าย Maldives Planner ได้เลยจ้า
Office : 02-150-2450
Mobile : 099-459-9896 / 099-459-9791 / 099-459-9895
เวลา CHECK IN / CHECK OUT
- Check in: 15.00 hrs.(เช็คอินช่วงเช้าได้ ในกรณีมีห้องพักว่าง)
- Check out: 12.00 hrs.
การยกเลิก
- ก่อน 45 วันก่อนเดินทาง: หักค่ามัดจำ 50% ของราคาห้องพักที่จองเข้าพักรวมทั้งหมด
- 35-45 วันก่อนเดินทาง: หักค่ามัดจำ 100% ของราคาห้องพักที่จองเข้าพักรวมทั้งหมด
- ต่ำกว่า 35 วันก่อนเดินทาง: เสียค่าบริการ 100% ตามราคาห้องพักที่จองเข้าพักรวมทั้งหมด
- ยกเลิกกระทันหัน: หรือ พักไม่ครบตามที่จองไม่สามารถเรียกเงินคืนได้
เงื่อนไข
- ราคาโปรโมชั่น รายละเอียดแพ็กเกจ หรือกิจกรรมต่างๆ รีสอร์ทอาจเปลี่ยนแปลงโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า หากไม่ได้รับกิจกรรม หรือสิทธิใดๆ ไม่สามารถขอเงินคืนได้
- ราคาโปรโมชั่นสำหรับ New Booking เท่านั้น
- หากมีโปรโมชั่นออกมาใหม่ไม่สามารถ Rebook ได้